5 สาเหตุ วุ้นในตาเสื่อม เรื่องใกล้ตัวที่หลายคนมองข้าม

          วุ้นในตาเสื่อม เป็นอีกหนึ่งความผิดปกติที่เกิดกับดวงตา และเป็นปัญหาที่ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันมีอุปสรรค เนื่องจากการมองเห็นที่แตกต่างจากคนทั่วไป ภาพที่เห็นจะไม่ชัดเจนเท่ากับบุคคลที่มีสายตาปกติ
โดยผู้ที่มีปัญหานี้จะถูกบดบังด้วยจุดดำเหมือนหยากไย่ ทำให้มองเห็นวัตถุได้ไม่เต็มที่ อาจรู้สึกรำคาญ หรือในบางรายก็อันตรายไปถึงการสูญเสียการมองเห็นแบบถาวรได้อีกด้วย

อาการของวุ้นในตาเสื่อม

          วุ้นในตาเสื่อม อาการหลักๆ ก็คือความเสื่อมสภาพของวุ้นในตาและเกิดการหดตัวหรือหลุดลอก จากนั้นจะกลายเป็นตะกอนขุ่นและลอยอยู่ในดวงตา ทำให้การมองเห็นเปลี่ยนไปจากเดิม โดยจะมีจุดดำคล้ายหยากไย่ลอยไปลอยมาอยู่ในดวงตา และจะเห็นชัดมากในที่ที่มีแสงสว่าง

          เมื่อวุ้นตาเหลวและหดตัว จะเกิดการดึงรั้งที่ผิวของจอตา จากนั้นผู้ป่วยจะเห็นเป็นแสงคล้ายแฟลช ซึ่งจะมองเห็นในเวลากลางคืน หากแรงดึงมีมากเกินไป อาจทำให้จอตาฉีกขาดได้ และสูญเสียการมองเห็นไปอย่างถาวร

สาเหตุของวุ้นในตาเสื่อม

1. อายุ – วัย

          สาเหตุหนึ่งของอาการป่วยวุ้นในตาเสื่อม คืออายุที่เพิ่มมากขึ้น ถือเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถป้องกันได้ เกิดจากธรรมชาติ ที่คนเราเมื่ออายุมากขึ้นอวัยวะต่างๆ ก็จะเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ดวงตาก็เช่นกัน เมื่อผ่านการใช้งานมาเป็นเวลานาน อาการเสื่อมต่างๆ ก็จะค่อยๆ เกิดขึ้น รวมถึงวุ้นในตาที่เสื่อมสภาพ

          จากสถิติพบว่าอาการวุ้นในตาเสื่อม มักเกิดขึ้นกับคนที่มีอายุ 40 หรือ 50 ปีขึ้นไป ยิ่งถ้ามีการใช้สายตามากเท่าไร ก็ยิ่งกระตุ้นให้อาการเกิดขึ้นเร็วมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นถ้าหากเป็นไปได้เพื่อยืดระยะเวลาในการใช้งานดวงตาให้อยู่ในสภาพปกติได้นานขึ้น จึงควรใช้ดวงตาอย่างถนอม ป้องกันการเกิดอาการด้วยปัจจัยอื่นๆ ที่สามารถควบคุมได้ อาการดังกล่าวก็จะเกิดช้าลง

          ปัจจุบันสิ่งที่น่าสนใจก็คืออาการวุ้นในตาเสื่อมที่พบในคนอายุน้อยลงจากเดิม โดยพบผู้ป่วยวุ้นในตาเสื่อมที่มีอายุเพียง 20 ต้นๆ เท่านั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม และยิ่งต้องถนอมดวงตาให้มากขึ้น

2. สายตาสั้น

          อีกหนึ่งสาเหตุทำวุ้นในตาเสื่อม ก็คืออาการสายตาสั้น ที่ทำให้เกิดวุ้นในตาเสื่อมได้ง่ายกว่าคนที่มีสายตาปกติถึง 2 เท่า และมักจะมีปัญหาวุ้นในตาเสื่อมตั้งแต่อายุยังน้อยเพียง 20 ปีเท่านั้น โดยในคนที่มีสายตาสั้นยิ่งมากเท่าไร ก็มีความเสี่ยงสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างในคนที่มีสายตาสั้น 400 ย่อมเสี่ยงมากกว่าคนที่สายตาสั้น 200 เป็นต้น

          ดังนั้นในคนที่มีสายตาปกติ ไม่ควรทำให้ตัวเองสายตาสั้น ป้องกันได้ด้วยการไม่อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ทำงาน หรือเล่นโทรศัพท์ในที่ที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ

3. เบาหวานขึ้นตา

          หลายคนคงเคยได้ยินคำว่าเบาหวานขึ้นตา ซึ่งเป็นอาการหนึ่งของผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวาน จนกระทั่งอาการเบาหวานลามไปจนถึงดวงตา และสร้างความเสียหายให้กับดวงตา ซึ่งอาการวุ้นในตาเสื่อมก็เกิดจากเบาหวานได้เช่นกัน

          อาการเหล่านั้นเกิดจากปริมาณน้ำตาลในเลือดสูง และทำให้เกิดการอุดตันในเส้นเลือดบริเวณจอตา จนกระทั่งจอตาเกิดความเสียหายในที่สุด เพราะไม่ได้รับเลือดไปหล่อเลี้ยงได้ตามปกติ ทำให้เส้นเลือดเกิดความเสียหาย และร่างกายจะทำการสร้างเส้นเลือดใหม่ขึ้นมา แต่เส้นเลือดนั้นจะไม่สมบูรณ์ ทำให้เลือดและสารอาหารต่างๆ รั่วเข้าสู่จอตา และเกิดการเสื่อมในที่สุด

          วิธีป้องกัน คือการพยายามควบคุมพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ไม่ควรทานรสหวานจัดเกินไป ควรลดการทานอาหารรสหวานเกินมาตรฐาน เช่น น้ำอัดลม เบเกอรี่ ชา กาแฟ เป็นต้น นอกจากนี้ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันเบาหวาน ซึ่งช่วยลดโอกาสเกิดวุ้นในตาเสื่อมได้

4. อุบัติเหตุ

         การได้รับอุบัติเหตุที่บริเวณศีรษะ ในลักษณะของการกระแทกอย่างรุนแรง ส่งผลต่อดวงตาได้เช่นกัน อาจทำให้ประสาทตาได้รับความเสียหาย บางรายถึงกับสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ด้วย รวมถึงวุ้นในดวงตาอาจเสื่อมได้จากปัญหานี้ ในลักษณะของการหลุดลอกของวุ้นในตาทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ

          วิธีป้องกันคือ หากต้องทำกิจกรรมเสี่ยงต่ออันตรายที่อาจเกิดกับศีรษะ ควรสวมหมวกนิรภัยอยู่เสมอ เช่น การขับขี่หรือซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ การทำงานในพื้นที่เขตก่อสร้าง เป็นต้น และถ้าหากไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานในเขตพื้นที่ก่อสร้าง ก็ไม่ควรเดินผ่านบริเวณนั้น หรือถ้าหากจำเป็นก็ควรใช้ความระมัดระวัง และไม่ลุกล้ำอาณาเขตที่มีการตั้งป้ายเตือนระบุว่าเป็นเขตพื้นที่ก่อสร้าง

 

5. อยู่หน้าจอเป็นเวลานาน

          สาเหตุสำคัญอีกหนึ่งประการ ซึ่งนำพาอาการวุ้นในตาเสื่อมมาเยือน ก็คือการจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน ทั้งหน้าจอคอมพิวเตอร์และหน้าจอโทรศัพท์มือถือ รวมไปถึงหน้าจอโทรทัศน์ ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้วุ้นในตาเสื่อมได้ทั้งนั้น และการจ้องหน้าจอก็ยังเป็นเหตุให้วุ้นในตาเสื่อมก่อนวัยอันควรอีกด้วย ทำให้ปัจจุบันพบผู้ป่วยวุ้นในตาเสื่อมมีอายุน้อยลง

          เนื่องจากคนปัจจุบันมีพฤติกรรมการจ้องหน้าจอมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะคนทำงานออฟฟิศที่ต้องใช้ชีวิตอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่ปัจจุบันแทบทุกคนล้วนใช้หน้าจอในชีวิตประจำวันจากอุปกรณ์ Smartphone ไม่ว่าจะซื้อของ ขายของ หรือแม้แต่อ่านหนังสือ ทำให้เกิดการใช้สายตาเพ่งมองจอเป็นเวลานาน

          การจ้องหน้าจอ จะทำให้สายตาจะมีการปรับโฟกัสระหว่างนั้น หากละสายตาออกจากหน้าจอแล้วมองไปที่บริเวณอื่น สายตาก็จะปรับโฟกัสใหม่ เป็นผลให้วุ้นในตาทำงานหนักและเสื่อมในที่สุด

          วิธีป้องกัน คือพยายามหลีกเลี่ยงการใช้หน้าจอหากไม่จำเป็น อย่างเช่นการอ่านหนังสือ การอ่านบนกระดาษจะรักษาดวงตาได้มากกว่าการอ่านบนหน้าจอ ยิ่งถ้าหากเป็นกระดาษถนอมสายตา จะยิ่งช่วยลดปัญหานี้ได้ หรือแม้แต่การเล่นเกม การแชท ฯลฯ ซึ่งควรทำแต่พอดี ไม่มากเกินไปจนทำให้เกิดปัญหา

          ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องของอาการวุ้นในตาเสื่อมที่มีทั้งปัจจัยภายในและภายนอก สามารถป้องกันได้และป้องกันไม่ได้ ทางที่ดีควรปรับพฤติกรรมของตัวเองให้เหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ