วิธีบํารุงสายตาคู่สวยด้วยสารอาหารลูทีนและซีแซนทิน ที่มีงานวิจัยสนับสนุนเพียบ

วิธีบำรุงสายตา

ทราบหรือไม่ว่า ลูทีนและซีแซนทินเป็นสารอาหารบํารุงสายตาสำคัญเพียงไม่กี่ชนิดที่สามารถช่วยบำรุงสุขภาพดวงตาของเราได้ เป็นหนึ่งในสารอาหารสำคัญที่พบในดวงตา ดังนั้นลูทีนและซีแซนทิน จึงเปรียบเสมือนอาหารบำรุงสายตาที่ดีที่สุด สารสกัดแอนโทไซยานิดินและแอนโทไซยาโนไซด์ก็เป็นอีกหนึ่งสารสกัดธรรมชาติที่ช่วยเสริมให้ดวงตาของเราสุขภาพดี และชะลอความเสี่ยงต่อโรคทางสายตาได้

อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์

          ดวงตาและการมองเห็น เป็นหนึ่งในประสาทสัมผัสทั้ง 5 ที่เราใช้งานทุกวันตั้งแต่ตื่นจนกระทั่งนอนหลับ ทุกกิจกรรมล้วนใช้สายตาทั้งสิ้น จนเราแทบนึกไม่ออกเลยว่ากิจกรรมไหนไม่ต้องใช้สายตาบ้าง โดยเฉพาะปัจจุบันนี้ไลฟ์สไตล์ของเราก็อยู่ที่หน้าจอมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจอคอมพิวเตอร์หรือจอโทรศัพท์สมาร์ทโฟน แต่ถ้าถามว่าวันนี้เราดูแลสุขภาพตาดีพอแล้วหรือยัง หลายคนอาจหยุดคิดว่า และการดูแลสุขภาพตาทำได้อย่างไร

            หลายๆคนอาจคิดว่าเมื่อเราอายุมากขึ้นสุขภาพตาของเราจะเสื่อมลง ซึ่งแม้ว่าจะเป็นความจริง แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้ดวงตาเราเสื่อมสภาพลงได้ เช่น การใช้สายตาเพ่งจอนานเกินไป, รังสียูวีจากแสงแดด, แสงสีฟ้าจากจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์ จนบางทีเรารู้สึกล้าสายตา, ตาแห้งหรือรู้สึกตาพร่ามัวได้ อาการเหล่านี้เป็นเหมือนสัญญาณเตือนให้เราเริ่มดูแลบำรุงสุขภาพตาได้แล้ว

          จอประสาทตา (Retina) เป็นเนื่อเยื่อที่อยู่ด้านในดวงตา มีหน้าที่รับและแปลงสัญญาณประสาททำให้เรามองเห็นภาพต่างๆ ส่วนกลางของจอประสาทตาจะมีส่วนที่เรียกว่า “แมคคูลา” (Macular) ซึ่งใช้ในการมองเห็นรายละเอียดของภาพและสี ช่วยให้เรามองเห็นภาพชัดเจน ในส่วนที่เรียกว่าแมคคูลานั้นประกอบด้วยสารสีกลุ่มแคโรทีนอยด์ โดยเฉพาะลูทีน (Lutein) และซีแซนทิน (Zeaxanthin) การที่แมคคูลาเสื่อมเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับจอประสาทตาได้

          สารสกัดจากธรรมชาติ เช่น สารสกัดจากผักใบเขียวเข้ม, ผักสีเหลืองส้ม หรือผลไม้สีม่วง มีช่วยบำรุงสายตาและเพิ่มปริมาณสารสีให้แมคคูลาของดวงตา และยังมีวิตามินซีสูงที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระได้อีกด้วย แต่ในชีวิตประจำของหลายๆคนอาจไม่ได้ทานผักผลไม้มากนักหรืออาจไม่ชอบทานผักผลไม้ อาหารเสริมบำรุงสายตาจึงเป็นสิ่งตอบโจทย์การบำรุงสายตามาก วันนี้เราจึงขอแนะนำสารอาหารดีๆที่ช่วยดูแลดวงตาคู่นี้กันค่ะ

วิตามินบำรุงสายตาด้วยสารสกัดจากพืช

1. สารสกัดดอกดาวเรือง (Marigold extract)

สารสำคัญ

          ดอกดาวเรืองหรือ Marigold (Tagetes erecta L.) เป็นดอกไม้ที่เราคุ้นหูกันดี จัดอยู่ในกลุ่มสมุนไพรที่มีสรรพคุณต่อร่างกายมากมาย เช่น เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ, ต้านการอักเสบ และเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย เนื่องจากสารสกัดจากดอกดาวเรืองมีสารกลุ่มแคโรทีนอยด์, ฟลาโวนอยด์, แทนนิน, ซาโปนิน และ โพลิแซคาไรด์ แต่ดาวเรืองมีสารสำคัญเด่นนั่นคือ สาร Xanthophylls โดยเฉพาะสารลูทีน และซีแซนทิน

          สารลูทีน และซีแซนทินเป็นสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่เป็นไขมันละลายน้ำ เป็นสารที่ให้สีเหลืองแก่ดอกดาวเรือง และยังได้รับคำแนะนำว่าเป็นอาหารฟังก์ชั่น (Functional food ingredients) หรืออาหารที่ให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าคุณค่าทางโภชนาการ

          สารลูทีน และซีแซนทิน เป็นสารที่พบมากในดวงตา มีหน้าที่ช่วยให้ส่วนแมคคูลามองเห็นภาพได้ละเอียดชัดเจน และเป็นสารธรรมชาติที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นมาเองได้ ดังนั้นร่างกายจำเป็นต้องได้รับสารกลุ่มนี้โดยการรับประทานเพิ่มเข้าไป

สรรพคุณ

          สารลูทีน และซีแซนทินเป็นสารที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการมองเห็นหรือนับได้ว่าเป็นอาหารสายตาชนิดหนึ่ง โดยสารกลุ่มนี้จะสามารถปกป้องสายตาจากรังสียูวี และกรองแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตาได้ ใช้สมบัติความเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นภายในดวงตา นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่สนับสนุนว่าลูทีน และซีแซนทินจากดอกดาวเรืองยังเป็นวิตามินบำรุงสายตา ช่วยป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อมอันเนื่องจากวัย (Age Related Macular Degeneration; AMD) และในผู้ที่ใช้สายตาหนักได้อีกด้วย

งานวิจัย

         นักวิจัยชาวไต้หวันได้ศึกษาผลการของใช้สารสกัดลูทีนจากดอกดาวเรืองร่วมกับ ซีแซนทินจากโกจิเบอร์รี่ต่อผู้ป่วยที่มีอาการโรคจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งเป็นโรคที่มักพบในผู้สูงอายุ โดยผู้วิจัยได้ทดลองให้คนไข้จำนวน 56 คนได้ทานสารสกัดปริมาณ 60 มิลลิลิตรเป็นเวลา 5 เดือน และตรวจวัดคุณภาพทางสายตา
          ผลการทดลองพบว่าผู้เข้าร่วมทดลองมีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระสูงขึ้น, รู้สึกสบายตามากขึ้นและมีปริมาณเม็ดสีในแมคคูลาสูงขึ้น นั่นคือมีปริมาณสารที่ช่วยให้เรามองเห็นภาพได้ชัดเจนสูงขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนได้ทานสารสกัดลูทีน/ซีแซนทิน นอกจากนี้ปริมาณอนุมูลอิสระและความดันในลูกตาก็ลดลงอีกด้วย ดังนั้นนักวิจัยจึงแนะนำให้ทานสารสกัดลูทีน/ซีแซนทิน จากดอกดาวเรืองอย่างต่อเนื่องเพื่อลดความเสี่ยงและชะลอการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ

สารสกัดบิลเบอร์รี่

2. บิลเบอร์รี่ (Bilberry extract)

สารสำคัญ

          บิลเบอร์รี่ (Vaccinium myrtillus)เป็นผลไม้สมุนไพรจากแถบยุโรป ที่มีสารจำพวกแอนโทไซยานิน และแอนโทโซยาโนไซด์ ซึ่งเป็นสารให้สีม่วงเข้มแก่พืชผักผลไม้ และยังมีสารพฤกษเคมี (phytochemicals) หรือสารเคมีตามธรรมชาติที่พบในพืชที่มีฤทธิ์ช่วยบำรุงสุขภาพ เช่น สารกลุ่มฟีโนลิค (Phenolic) และสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoid)

สรรพคุณ

          สารแอนโทไซยานินและแอนโทไซยาโนไซด์ในบิลเบอร์รี่เป็นสารที่มีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก ซึ่งช่วยป้องกันเซลล์จากการถูกทำลายโดยสิ่งต่างๆ รวมถึงป้องกันเซลล์ในดวงตาของเราด้วย เช่น ป้องกันรังสียูวีจากแสงแดดหรือแสงสีฟ้าจากจอมือถือ

          สารสกัดบิลเบอรร์รี่ยังช่วยเพิ่มความสามารถการมองเห็นในที่มืดและช่วยให้มองเห็นภาพคมชัดขึ้นด้วย ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารอังกฤษก็ต้องทานผลบิลเบอร์รี่เพื่อบำรุงสายตาให้มองเห็นได้ดีในที่มืด ในปัจจุบันสารสกัดจากบิลเบอร์รี่จึงเป็นที่นิยมมากสำหรับบำรุงสายตา และสารสกัดจากบิลเบอร์รี่ยังช่วยป้องกันและชะลอการเกิดโรคต้อหิน, ต้อกระจกและช่วยรักษาจอประสาทตาด้วย

งานวิจัย

          นักวิจัยชาวญี่ปุ่นได้คัดเลือกอาสาสมัครอายุ 20-40 ปี จำนวน 281 คนที่ใช้จออิเล็กทรอนิกส์ (เช่น จอคอมพิวเตอร์, จอมือถือ) ในการทำงานทุกวันมาเข้าร่วมทดลองทานสารสกัดบิลเบอร์รี่ และสังเกตอาการของดวงตาและการมองเห็นหลังทาน ผู้เข้าร่วมทดลองนี้ทุกคนมีอาการทางสายตาเนื่องจากการใช้จออิเล็กทรอนิกส์ เช่น ตาล้า, ตาหนัก, ตาแห้งหรือตาไม่โฟกัส

          อาสาสมัครจะได้รับสารสกัดบิลเบอร์รี่ปริมาณ 480 มิลลิกรัมต่อวัน ทุกวัน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ และอีกกลุ่มหนึ่งทานยาหลอก (placebo) เป็นเวลาเท่าๆกัน เมื่อวัดผลการทดลองในสัปดาห์ที่ 4 และสัปดาห์ที่ 8 หลังทาน พบว่ากลุ่มผู้ที่ทานสารสกัดบิลเบอร์มีอาการตาล้าและมีอาการปวดหนักตาลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ทานยาหลอก ซึ่งอาการไม่ดีขึ้น นักวิจัยจึงชี้ว่าสารสำคัญในสารสกัดบิลเบอร์รี่ช่วยบำรุงดวงตาได้อย่างดี

3. โกจิเบอร์รี่ (Goji berry extract)

สารสำคัญ

          โกจิเบอร์รี่ (L. barbarum) เป็นผลไม้สมุนไพรพื้นเมืองของจีนที่เราคุ้นเคยกันในชื่อเก๋ากี้ มีสรรพคุณต่อร่างกายมากมาย จนเรียกว่าได้ว่าเป็น Superfood เนื่องจากโกจิเบอร์รี่มีปริมาณ สารลูทีนและซีแซนทินอยู่มากกว่าผลไม้ทั่วไปมาก สารทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นสารที่อยู่ในกลุ่มแคโรทีนอยด์ หรือสารให้สีส้มแดงในพืชนั่นเอง
          นอกจากนี้โกจิเบอรรี่ยังเบต้า แคโรทีน ซึ่งเป็นหนึ่งในสารตั้งต้นของวิตามินเออีกด้วย ที่ช่วยบำรุงให้ดวงตาชุ่มชื้น, มีสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อสมดุลอนุมูลอิสระ ลดความอันตรายต่อเซลล์และยังมีวิตามินซีสูงอีกด้วย

สรรพคุณ

          เนื่องจากโกจิเบอร์รี่อุดมไปด้วยสารลูทีนและซีแซนทิน ซึ่งทั้ง 2 มีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระสูงจึงช่วยป้องกันและชะลอการเกิดโรคทางสายตาที่เกิดขึ้นเนื่องจากวัย เช่น โรคจอประสาทตาเสื่อม และยังช่วยปกป้องสุขภาพตาจากแสงสีฟ้าและอนุมูลอิสระได้

งานวิจัย

          ในปี 2010 นักวิจัยชาวจีนได้ทดลองให้อาสาสมัครที่มีอายุ 65 – 70 ปี ทานซุปหรือดื่มน้ำที่ผสมสารสกัดโกจิเบอร์รี่ปริมาณ 13.7 กรัมและอีกกลุ่มหนึ่งทานยาหลอกเป็นเวลา 90 วัน พบว่าอาสาสมัครกลุ่มที่ทานสารสกัดโกจิเบอร์รี่ต่อเนื่องมีปริมาณสารซีแซนทินสูงขึ้นถึง 26% และมีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระสูงขึ้น รวมถึงมีสารสีที่ปกป้องเซลล์แมคคูลามากขึ้น นั่นหมายถึงอัตราการเสื่อมของจอประสาทตาลดน้อยลง นักวิจัยจึงคาดว่าสารต้านอนุมูลอิสระในสารสกัดโกจิเบอร์รี่ช่วยชะลอและความเสี่ยงจากโรคจอประสาทตาเสื่อมได้

สารสำคัญในอาหารเสริมบำรุงสายตา
1. ลูทีน (Lutein)

สรรพคุณ

          ลูทีนเป็นหนึ่งในสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ ที่พบมากในส่วนแมคคูลาของดวงตา ซึ่งทำหน้าที่รับภาพที่มีความละเอียด, ชัดเจน และช่วยกรองแสงยูวีพลังงานสูงหรือแสงสีฟ้าซึ่งอาจทำลายเซลล์เซลล์รับแสง (photoreceptor) ของดวงตาได้อีกด้วย มีงานวิจัยมากมายที่ยืนยันว่าลูทีนสามารถช่วยป้องกันและชะลอการเกิดโรคจอประสาทเสื่อมอันเนื่องจากจากวัย, โรคต้อกระจก, เบาหวานเข้าจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy) และภาวะม่านตาอักเสบ (uveitis)

          ลูทีนมีสมบัติความเป็นสารต้านอนุมูลอิสระของที่มีประสิทธิภาพมาก ซึ่งมีมากกว่าไลโคปีนจากมะเขือเทศถึง 15 เท่า ลูทีนจะเข้าไปจับกับสารอนุมูลอิสระและทำให้เซลล์เข้าสู่ภาวะสมดุลและทำงานได้อย่างปกติและยังมีการศึกษาพบว่าลูนทีนลดการสร้างสารอนุมูลอิสระได้อีกด้วย

          เนื่องจากลูทีนเป็นสารที่จำเป็นต่อดวงตามาก ดังนั้นร่างกายควรทานสารลูทีนอยู่เป็นประจำ แต่โดยปกติแล้วร่างกายจะไม่สามารถสังเคราะห์ลูทีนเองได้ ดังนั้นร่างกายจะได้รับลูทีนจากการรับประทานเข้าไปเท่านั้น เช่น จากผักผลไม้สีเหลืองแดง, ไข่แดงหรืออาหารเสริมที่มีสารสกัดลูทีน

งานวิจัย

          มีงานวิจัยมากมายที่พิสูจน์ว่าลูทีนมีสมบัติบำรุงสายตาได้ โดยเฉพาะใช้การป้องกันกันโรคจอประสาทตาเสื่อม
หนึ่งในงานวิจัยได้ทดลองให้ผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อมจำนวน 90คน ทดลองทานอาหารเสริมลูทีนปริมาณ 10 มิลลิกรัมต่อวันเป็นเวลา 1 ปี ผลการทดลองพบว่ากลุ่มที่ทานอาหารเสริมลูทีนช่วยบรรเทาอาการจอประสาทตาเสื่อมได้อย่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ได้ทานอาหารเสริมลูทีน

          ลูทีนยังสามารถป้องกันการภาวะม่านตาอักเสบได้ ซึ่งยืนยันได้จากงานวิจัยที่ให้หนูทดลองที่ผ่านกระตุ้นให้มีอาการภาวะม่านตาอักเสบทานลูทีนความเข้มข้น 12.5 และ 25 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ปริมาณ 0.1 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว10กรัม เป็นเวลาต่อเนื่องกัน 5 วัน ผลการทดลองพบว่าหนูทดลองได้สารรับลูทีนมีภาวะม่านตาอักเสบดีขึ้น เนื่องจากสมบัติต้านการอักเสบและสมบัติการต้านอนุมูลอิสระของลูทีนช่วยบรรเทาอาการของโรคดังกล่าว

2. ซีแซนทีน (Zeaxanthin)

สรรพคุณ

          เป็นสารในอยู่ในกลุ่มแคโรทีนอยด์ให้สีเช่นกันเดียวลูทีน มีโครงสร้างใกล้เคียง และทำหน้าที่คล้ายคลึงกับลูทีน นั่นคือเป็นสารที่อยู่แมคคูลาของดวงตาช่วยกรองรังสีและทำหน้าที่เป็นส่วนรับภาพที่มีความคมชัดละเอียด ส่วนของซีแซนทินจะเข้มข้นอยู่บริเวณแมคคูลา ส่วนลูทีนจะกระจายอยู่ในส่วนกระจกตาด้วย ดังนั้นเราจึงมักพบซีแซนทินทำงานร่วมกับลูทีนเสมอ

          แมคคูลาเป็นส่วนที่มีโอกาสจะเสื่อมสภาพลงเนื่องจากอายุ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป เช่น โรคต้อกระจก และโรคจอประสาทตาเสื่อม ดังนั้นซีแซนทินจึงเป็นอาหารบำรุงสายตาอย่างดี ไม่เฉพาะผู้ใหญ่ แต่รวมถึงเด็กวัยแรกเกิดและหญิงตั้งครรภ์ด้วย

งานวิจัย

          งานวิจัยในฝรั่งเศสได้พิสูจน์ว่าซีแซนทินมีบทบาทช่วยป้องกันโรคจอประสาทเสื่อมและโรคต้อกระจกอย่างมาก โดยนักวิจัยได้ศึกษาปริมาณซีแซนทินและลูทีนในผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ต่อความสัมพันธ์กับโรคทางตาเนื่องจากวัย นั่นคือโรคจอประสาทตาเสื่อมและโรคต้อกระจก ผลการทดลองแสดงให้เห็นชัดเจนว่าผู้ที่มีปริมาณซีแซนทินมาก จะมีโอกาสเกิดโรคจอประสาทเสื่อมและโรคต้อกระจกน้อยกว่าผู้ที่มีปริมาณซีแซนทินน้อย แต่สำหรับลูทีนนั้นมีผลช่วยลดความเสี่ยงต่อจอประสาทตาเสื่อมเท่านั้น

3. แอนโทไซยานิดิน (Anthocyanidin)

สรรพคุณ

          แอนโทไซยานิดินเป็นสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ที่พบในพืชและผลไม้ เป็นสารทำให้ผักผลไม้มีสีม่วงเข้ม เช่น บิลเบอร์รี่, องุ่น. แบล็คเบอรี่, มันม่วงและกะหล่ำม่วง โดยเฉพาะสารสกัดบิลเบอร์รี่ที่อุดมด้วยแอนโทไซยานิดินเป็นที่นิยมมากในยุโรปและญี่ปุ่น

          แอนโทไซยานิดินมีสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและให้ประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เช่น ลดการอักเสบ, บำรุงการไหลเวียนของเลือด, ช่วยเรื่องการมองเห็นในที่มืด, เพิ่มการไหลเวียนของเลือดในกระจกตา, ป้องกันเส้นเลือดฝอยจากการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระและช่วยให้เรามองเห็นชัดเจนขึ้น แอนโทไซยานิดินจึงนิยมใช้เป็นสารในอาหารเสริมสำหรับบำรุงสายตา

งานวิจัย

          งานวิจัยหนึ่งได้ทดลองแบ่งคนเป็น 4 กลุ่ม สามกลุ่มแรกทานสารแอนโทไซยานิดินจากแบล็คเคอร์แรนท์ ปริมาณ 50, 20 และ 12.5 มิลลิกรัม ส่วนอีกกลุ่มได้รับยาหลอก และทดสอบความสามารถให้การมองเห็นในที่มืดก่อนและหลังทาน 2 ชั่วโมง ซึ่งผลการทดสอบพบว่ากลุ่มที่ทานสารสกัดแอนโทไซยานิดินจากแบล็คเคอร์แรนท์ได้มีความสามารถในการมองเห็นในที่มืดดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ทาน

4. แอนโทไซยาโนไซด์ (Anthocyanoside)

สรรพคุณ

          เป็นสารกลุ่มฟลาโวนอยด์พบมากในผลไม้ที่มีสีม่วง เช่น ผลบิลเบอร์รี่และบลูเบอร์รี่ เช่นเดียวกับแอนโทไซยานิดิน มีสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระเพิ่มความแข็งแรงของเส้นเลือด, เพิ่มการหมุนเวียนของเส้นเลือด และยังช่วยบำรุงกระจกตา (retina) อีกด้วย

          สารแอนโทไซยาโนไซด์ยังมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อรวมกับวิตามินอื่นๆ เช่น เมื่อสารแอนโทไซยาโนไซด์เมื่อรวมกับวิตามินอี จะช่วยป้องกันการเกิดต้อกระจกเนื่องจากวัยได้มากถึง 97% หรือเมื่อสารแอนโทไซยาโนไซด์รวมกับสารสกัดเปลือกสน (pine bark) ก็จะช่วยลดความดันในลูกตาและช่วยให้เลือดหมุนเวียนดีขึ้น จึงนับเป็นสารสกัดที่มีประสิทธิภาพดีมากสำหรับดวงตา

งานวิจัย

          นักวิจัยในประเทศเกาหลีได้ทดลองหาว่าการทานสารสกัดแอนโทไซยาโนไซด์เข้มข้น จะมีผลต่อการมองเห็นในที่มืดและผู้ที่มีสายตาสั้นในระดับน้อยถึงปานกลางหรือไม่ โดยนักวิจัยได้ให้ผู้เข้าร่วมทดลองทานสารสกัดแอนไทไซยาโนไซด์เข้มข้น 100 มิลลิกรัมเป็น 2 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 4 เดือน และให้ทดสอบผลการมองเห็น ผลการทดลองก็พบว่ากลุ่มที่ทานสารสกัดแอนโทไซยาโนไซด์ จำนวน 73.3% มีผลทดสอบทางสายตาดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ทานสารสกัด

          เราจะเห็นได้ว่าสารสกัดจากธรรมชาติหลายชนิดมีส่วนสำคัญต่อสุขภาพของดวงตาและเสริมการมองเห็นของเรา โดยเฉพาะสารสกัดจากผักผลไม้ที่มีสีส้มแดงเช่นกลุ่มแคโรทีนอยด์ จำพวกลูทีนและซีแซนทิน ที่เป็นส่วนประกอบของเนื้อเยื่อในดวงตา หรือสารสกัดจากผลไม้สีน้ำเงินม่วง เช่น กลุ่มแอนโทไซยานิดินและแอนโทไซยาโนไซด์ ซึ่งมีผลการวิจัยยืนยันว่าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก

          การเลือกทานอาหารเสริมที่เสริมด้วยสารสกัดบำรุงสายตาเป็นหนึ่งตัวช่วยสำคัญสำหรับหลายๆคน โดยเฉพาะปัจจุบันที่เราอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือมากขึ้น เพราะเราอาจไม่สะดวกในการทานผักผลไม้สดๆ ในปริมาณมากๆ การทานสารสกัดจากธรรมชาติจึงเป็นเหมือนการทานผลไม้ที่มีประโยชน์เป็นเทียบเท่าหลายกิโลได้เลย และอาหารเสริมบำรุงสายตากลุ่มนี้ยังช่วยบำรุงสุขภาพในด้านอื่นๆด้วย เช่น ลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งและบำรุงผิวให้สวยใสสุขภาพดีอีกด้วย

          นอกจากอาหารบำรุงสายตาแล้ว เราก็ควรพักสายตา 30 วินาทีทุกๆหนึ่งชั่วโมงหรือบริหารดวงตาโดยการกรอกลูกตาขึ้น ลง ซ้าย ขวา เพื่อเป็นการช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณดวงตาจากการใช้สายตานานๆ และทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ปลาที่มี DHA สูงซึ่งส่วนช่วยดวงตาชุ่มชื่น, ทานผักผลไม้ที่มีวิตามินเอช่วยลดการตาแห้ง และอย่าลืมสวมแว่นตากันแดดเพื่อลดอันตรายจากรังสียูวีในแสงแดดนะคะ

อ้างอิง
Canter, P., & Ernst, E. (2004). Anthocyanosides of Vaccinium myrtillus (Bilberry) for Night Vision—A Systematic Review of Placebo-Controlled Trials. Survey Of Ophthalmology, 49(1), 38-50.
Delcourt, C., Carrie`re, I., Delage, M., Barberger-Gateau, P., & Schalch, W. (2006). Plasma Lutein and Zeaxanthin and Other Carotenoids as Modifiable Risk Factors for Age-Related Maculopathy and Cataract: The POLA Study. Investigative Opthalmology & Visual Science, 47(6), 2329.
Delcourt, C., Carrie`re, I., Delage, M., Barberger-Gateau, P., & Schalch, W. (2006). Plasma Lutein and Zeaxanthin and Other Carotenoids as Modifiable Risk Factors for Age-Related Maculopathy and Cataract: The POLA Study. Investigative Opthalmology & Visual Science, 47(6), 2329.
Fraisse D, Carnat A, Lamaison JL. Polyphenolic composition of the leaf of bilberry. Ann Pharm Fr 1996;54:280-3.

He, R., Tsoi, B., Lan, F., Yao, N., Yao, X., & Kurihara, H. (2011). Antioxidant properties of lutein contribute to the protection against lipopolysaccharide-induced uveitis in mice. Chinese Medicine, 6(1), 38.
Lee, J., Lee, H., Kim, C., Hong, Y., Choe, C., You, T., & Seong, G. (2005). Purified high-dose anthocyanoside oligomer administration improves nocturnal vision and clinical symptoms in myopia subjects. British Journal Of Nutrition, 93(6), 895-899.
Nomi, Iwasaki-Kurashige, & Matsumoto. (2019). Therapeutic Effects of Anthocyanins for Vision and Eye Health. Molecules, 24(18), 3311.
Ozawa, Y., Kawashima, M., Inoue, S., Inagaki, E., Suzuki, A., & Ooe, E. et al. (2015). Bilberry extract supplementation for preventing eye fatigue in video display terminal workers. The Journal Of Nutrition, Health & Aging, 19(5), 548-554.
Panova, I., Yakovleva, M., Tatikolov, A., Kononikhin, A., Feldman, T., & Poltavtseva, R. et al. (2017). Lutein and its oxidized forms in eye structures throughout prenatal human development. Experimental Eye Research, 160, 31-37.
Peng, M., Chiu, H., Chou, H., Liao, H., Chen, S., & Wong, Y. et al. (2020). Influence/impact of lutein complex (marigold flower and wolfberry) on visual function with early age-related macular degeneration subjects: A randomized clinical trial.
Richer, S., Stiles, W., Statkute, L., Pulido, J., Frankowski, J., & Rudy, D. et al. (2004). Double-masked, placebo-controlled, randomized trial of lutein and antioxidant supplementation in the intervention of atrophic age-related macular degeneration: the Veterans LAST study (Lutein Antioxidant Supplementation Trial). Optometry – Journal Of The American Optometric Association, 75(4), 216-229.
Schönlau. (2010). Mirtogenol® potentiates latanoprost in lowering intraocular pressure and improves ocular blood flow in asymptomatic subjects. Clinical Ophthalmology, 471.
Vu, H., Robman, L., Hodge, A., McCarty, C., & Taylor, H. (2006). Lutein and Zeaxanthin and the Risk of Cataract: The Melbourne Visual Impairment Project. Investigative Opthalmology & Visual Science, 47(9), 3783.
Zhou, S., Cheng, J., Zhou, Z., Sheng, H., He, L., & Fan, X. et al. (2014). An evidence-based update on the pharmacological activities and possible molecular targets of Lycium barbarum polysaccharides. Drug Design, Development And Therapy, 33.