ลูทีน – สารสำคัญดูแลสุขภาพดวงตา

          ดวงตาของเราเป็นอวัยวะที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน การดูแลรักษาสุขภาพดวงตาเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายและไม่ควรละเลย โดยการเฉพาะการทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตาเช่น “ลูทีน; Lutein” ซึ่งเป็นเสมือนอาหารหลักในการทำงานของดวงตา การขาดสารอาหารหล่อเลี้ยงดวงตาจึงเป็นสาเหตุทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคทางสายตามากมาย และหลายๆโรคอาจไม่มีอาการบ่งชี้ การบำรุงสุขภาพสายตาจึงเป็นสิ่งที่ควรดูแลอย่างต่อเนื่อง

          ดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญส่วนหนึ่งของร่างกาย เพราะดวงตาเป็นสิ่งที่เปิดโลกให้เราได้มองเห็นสิ่งต่างๆรอบตัว ทั้งวิว ทิวทัศน์, ช่วยให้เราทำกิจกรรมต่างๆ, เกิดการเรียนรู้ และที่สำคัญคือทำให้เรามองเห็นใบหน้าของครอบครัวและคนที่เรารัก ดังนั้นเราอาจพูดได้ว่าดวงตาเป็นมากกว่าหน้าต่างของหัวใจ ดังนั้นการดูแลสุขภาพตาจึงให้อยู่คู่กับเราไปนานๆจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

          อาหารเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่สามารถช่วยบำรุงสุขภาพสายตา และอย่างที่หลายๆคนทราบกันว่าผักสีส้ม-เหลือง-แดง เช่น แครอท เป็นผักที่ช่วยบำรุงสายตาได้ นั่นเพราะผักมีสีเหล่านี้มีสารสีแคโรทีนอยด์ (Carotenoid) อยู่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วแม้แครอทจะมีเบต้า-แคโรทีนซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสูง แต่ก็ไม่ได้ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพตามากนัก แต่ผักปวยเล้ง (spinash) ซึ่งเป็นผักที่มีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระสูงเช่นกัน กลับมีประโยชน์ต่อดวงตามากกว่า นั่นเพราะปวยเล้งมีสารลูทีน (Letein) รวมถึงซีแซนทิน (Zeaxanthin) ในระดับสูงมาก ซึ่งสารทั้ง 2 นี้เป็นส่วนหนึ่งในองค์ประกอบของดวงตา

          การขาดสารอาหารบำรุงสายตาและร่างกาย จึงอาจเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การเกิดโรคทางสายตา ซึ่งโรคตาบางชนิดไม่แสดงอาการให้เราเห็น และจะมีอาการมากขึ้นเมื่ออาการของโรคพัฒนาไปมากจนไม่สามารถย้อนกลับมารักษาได้ จนอาจจบที่การสูญเสียความสามารถทางการมอง นั่นคือตาบอดได้

          บทความนี้จะแนะนำประโยชน์และความสำคัญของลูทีนต่อสุขภาพตา รวมถึงโรคตาอื่นๆที่เราควรรู้จักเพื่อการป้องกันและรักษาดวงตาคู่นี้ให้สุขภาพดีเสมอค่ะ

ลูทีนคืออะไร

          ลูทีน เป็นสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ ซึ่งจัดเป็นสาร Phytonutrient หรือสารที่ให้ประโยชน์มากกว่าเพียงคุณค่าทางโภชนาการเนื่องจากลูทีนมีฤทธิ์สำคัญในเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระนี้เป็นสารที่จำเป็นต่อร่างกายในการช่วยสมดุลอนุมูลอิสระในเซลล์ร่างกาย รวมถึงเซลล์ดวงตา อนุมูลอิสระเป็นสารที่เกิดขึ้นได้เองทั้งในร่างกาย และได้รับจากสิ่งแวดล้อม เช่น รังสียูวีในแสงแดด, คลื่นสั้นจากแสงฟ้าที่รบกวนการทำงานของดวงตา

ลูทีนเหมาะกับใคร

          สารลูทีนเหมาะกับสุขภาพตาของเราทุกคน เพราะลูทีนเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของดวงตา และสารลูทีนเป็นสารที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์เองได้ ดังนั้นร่างกายจึงได้รับลูทีนจากการรับประทานเข้าไปเท่านั้น ซึ่งลูทีนจะพบมากในผักใบเขียว เช่น ผักเคล (kale), ปวยเล้ง (spinash), ฟักทอง, ถั่วลันเตา, บล็อคเคอรี่, หน่อไม้ฝรั่ง รวมถึงอาหารเสริมลูทีน/ซีแซนทินด้วย

          ลูทีนเหมาะสำหรับผู้ที่ใช้ดวงตาในการทำงานมาก เช่น ผู้ที่ทำงานกับการใช้จออิเล็กทรอนิกส์ทั้งวัน เช่น จอคอมพิวเตอร์และจอโทรศัพท์มือถือ เพราะแสงสีฟ้าเป็นคลื่นแสงพลังงานสูง รบกวนการทำงานของดวงตา ทำให้ดวงตาล้า และอาจทำลายจอประสาทตาได้

          ลูทีนยังเหมะกับผู้ที่ต้องทำงานกลางแดดหรือขับรถนานๆเป็นประจำ เพราะดวงตาจะได้รับรังสียูวีจากแสงแดดมากกว่าปกติ  โดยเฉพาะในประเทศไทยนับเป็นประเทศที่มีระดับรังสียูวี (UV Index) อยู่ในเกณฑ์สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ

ลูทีนมีประโยชน์อย่างไร

          งานวิจัยมากมายสนับสนุนว่าสารลูทีน/ซีแซนทินเป็นสารสีหลักที่ช่วยปกป้องจอประสาทตาจากแสงที่ผ่านเข้ามายังเลนส์ตา การขาดลูทีนมีผลต่อการทำงานของดวงตาอย่างมาก และการศึกษาหลายฉบับจากทั่วโลกสนับสนุนว่าลูทีนให้ประโยชน์ต่อสุขภาพตา, ป้องกันและลดความเสี่ยงต่อโรคทางดวงตาต่างๆ โดยเฉพาะโรคจอประสาทตาเสื่อมและโรคต้อกระจก
          นอกจากนี้ฤทธิ์ด้านอนุมูลอิสระของลูทีนยังมีประโยชน์ต่อร่างกายในด้านอื่นๆ ด้วย เช่น ลดการอักเสบ (Anti-inflammatory), ช่วยบำรุงสมอง, บำรุงผิว , สุขภาพหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงลดความเสี่ยงของการเกิดเนื้อร้ายหรือโรคมะเร็ง
          ลูทีนและซีแซนทินเป็นสารธรรมชาติที่ปลอดภัยต่อร่างกายมาก จากการศึกษาในอาสาสมัคร 1608 คนพบว่าลูทีนและซีแซนทินไม่มีผลกระทบต่อร่างกายในระยะยาว (ระยะการศึกษา 5 ปี) แต่อาจมีอาการข้างเคียงเล็กน้อยนั้นคือผิวเหลืองขึ้น ซึ่งไม่นับว่าเป็นอันตราย

โรคทางตาเป็นโรคเราที่ไม่ควรมองข้าม วันนี้เราจึงขอยก 4 โรคสำคัญในดวงตามาให้ทุกคนรู้จักกันค่ะ


1. จอประสาทตาเสื่อม Age-related macular degeneration (AMD)


          เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการเสื่อมสภาพของแมคคูลาหรือจุดรับภาพกลางจอประสาทตา ซึ่งมีหน้าที่รับภาพที่ละเอียด คมชัด ผู้ที่เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมจะมองเห็นภาพไม่ชัดเจน, เห็นภาพเบลอเฉพาะตรงกลางภาพ มักจะเกิดขึ้นในผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป และยังเป็นโรคที่เป็นสาเหตุก่อให้เกิดการสูญเสียความสามารถในการมองเห็นหรืออาจร้ายแรงถึงขึ้นตาบอดในที่สุด


          ปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคจอประสาทเสื่อมเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น จากอายุที่มากขึ้น, การสูบบุหรี่, การทำงานในที่แสงแดดจัดเป็นเวลานานต่อเนื่อง, พันธุกรรมและรวมถึงขาดสารอาหารจำเป็นบางชนิด เช่น สารอาหารกลุ่มแคโรทีนอยด์ซึ่งเป็นหนึ่งในส่วนประกอบสำคัญของแมคคูลาในจอประสาทตา


          การศึกษาพบว่าผู้ที่ทานผักผลไม้ที่มีแคโรทีนอยด์น้อย มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมมากกว่าผู้ที่ทานผักผลไม้ที่มีแคโรทีนอยด์มาก ต่อมาจึงพบว่าสารลูทีน/ซีแซนทินเป็นสารแคโรทีนอยด์ชนิดเดียวที่พบในแมคคูลาของดวงตา และต่อมาจึงได้นำมาทดลองให้ผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อมและพบว่าผู้ป่วยมีสัญญาณด้านการมองเห็นที่ดีขึ้นมากถึง 92% เมื่อทานอาหารที่มีลูทีนสูง (เช่น ทานผักปวยเล้ง 5 ออนซ์ต่อวันซึ่งมีสารลูทีนประมาณ 14 มิลลิกรัม) หรืออาหารเสริมลูทีน/ซีแซนทิน


          ลูทีนยังได้รับการยืนยืนจากงานวิจัยว่าช่วยเพิ่มความหนาแน่นของเม็ดสีแมคคูล่าในดวงตา(macula pigment optical density, MPOD) ได้ โดยการทดลองแบ่งอาสาสมัครออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกทานเฉพาะลูทีน 10 มิลลิกรัมต่อวัน, กลุ่มที่ 2 ทานลูทีน 10 มิลลิกรัมต่อวันร่วมกับวิตามินที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง และกลุ่มที่ 3 ได้รับยาหลอก (placebo group) เป็นเวลา 1 ปี ผลการทดลองพบว่ากลุ่มที่ 1 และ 2 มีการเพิ่มขึ้นของ MPOD ชัดเจน


          ปัจจุบันโรคจอประสาทตาเสื่อมหากเป็นแล้วยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ทางที่ดีเราควรป้องกันดูแลสุขภาพดวงตาโดยการทานผักใบเขียวมาก ๆ, ทานอาหารเสริมลูทีน/ซีแซนทิน และปกป้องดวงตาจากแสงแดดหรือรังสีที่อาจเป็นอันตรายต่อดวงตา

2. วุ้นในตาเสื่อม (Vitreous degeneration)


          เกิดจากการเสื่อมของน้ำวุ้นตา ซึ่งเป็นเศษเนื้อตายในดวงตา การเสื่อมของวุ้นในตาเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเมื่อเราอายุมากขึ้น วุ้นในตามีลักษณะเป็นวุ้นใสคล้ายเจลลี่ เมื่อการเสื่อมสภาพจึงทำให้ผู้ป่วยเห็นภาพเป็นจุดและเศษเล็กๆคล้ายหยากไย่ลอยไปมาในดวงตา และจะเห็นยิ่งชัดเมื่อมองไปยังที่สว่าง โดยมากมักจะไม่ก่อเกิดอันตราย จึงไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา
          แต่ในปัจจุบันอาการวุ้นในตาเสื่อมเกิดมากขึ้นกับผู้ที่อายุน้อย เนื่องจากใช้คอมพิวเตอร์หรือใช้สายตาเพ่งนานๆ ดังนั้นเราจึงควรบำรุงสายตาด้วยการทานผักผลไม้หรืออาหารเสริมสำหรับดวงตาเพื่อชะลอการเสื่อมของสุขภาพดวงตา และลดการเกิดการออกซิเดชั่นของสารในดวงตาที่ทำให้สุขภาพดวงตาเสื่อมลง
          สารลูทีนยังพบว่าเป็นหนึ่งในส่วนประกอบของวุ้นตาในตัวอ่อนในครรภ์ และจะหายไปเองเมื่อเราเติบโตขึ้น ดังนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์ควรบำรุงด้วยสารลูทีนเพื่อสุขภาพดวงตาของทารกในครรภ์

3. ต้อตา ต้อกระจก, ต้อลม/ต้อเนื้อ, ต้อหิน 

          เป็นโรคตาที่พบมากในผู้สูงอายุ ทำให้มีอาการมองภาพแล้วเบลอ เกิดขึ้นในผู้สูงอายุ และเป็นโรคที่ป้องกันและรักษาได้ โรคตามีหลายประเภท เช่น ต้อกระจก, ต้อลม/ต้อเนื้อ และต้อหิน

          ต้อกระจก (Cataracts) เป็นโรคที่เกิดจากโปรตีนในเลนส์แก้วตาเสื่อมสภาพ และทำให้เลนส์ตาที่จากปกติใสเกิดเป็นลักษณะขุ่น แสงไม่สามารถผ่านเข้าตาได้ และทำให้เห็นมองภาพไม่ชัดเจนหรือเบลอ เหมือนมีหมอกบัง

          โรคต้อกระจกเป็นโรคที่พบมากในผู้สูงอายุ แต่ก็อาจพบได้ในวัยผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่, ดื่มแอลกอฮอล์หนัก เราสามารถชะลอการเกิดโรคต้อกระจกได้โดยการดูแลสุขภาพตาให้ดี เช่น การทานวิตามินอี และวิตามินซี, สารลูทีน/ซีแซนทินซึ่งเป็นแคโรทีนอยด์หลักในดวงตาก็สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดต้อกระจกเช่นกัน

          จากสถิติพบว่าผู้ที่ทานอาหารที่มีลูทีนและซีแซนทินสูง จะมีโอกาสเป็นต้อกระจกน้อยกว่ากลุ่มที่ทานอาหารที่มีลูทีน/ซีแซนทินน้อย และแพทย์แนะนำให้ทานลูทีน/ซีแซนทินวันละประมาณ 6 มิลลิกรัมจากปกติเราทานลูทีน/ซีแซนทินเฉลี่ยวันละ 1-3 มิลลิกรัมต่อวันเท่านั้นเอง

          อาหารที่อุดมด้วยลูทีนและซีแซนทิน จะมีสารต้านอนุมูลอิสระมาก ซึ่งจะช่วยลดการเกิดออกซิเดชั่นของเลนส์ตา ทำให้โปรตีนในดวงตาเสื่อมช้าลง ฤทธิ์ของสารต้านอนุมูลอิสระในลูทีน/ซีแซนทิน คาดว่าจะเป็นเหตุผลหลักในการลดความเสี่ยงจากโรคต้อกระจก

 

          ต้อลม/ต้อเนื้อ (pinguecula / pterygium) เป็นกลุ่มโรคเดียวกัน โดยต้อล้มจะเป็นอาการเริ่มต้น โดยมีสาเหตุมาจากการที่ดวงตาโดนสิ่งระคายเคืองที่เยื่อบุตาต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้เกิดพังผืดขึ้นมาและจนทำให้มีอาการตาแดง, บวมคัน, เคืองตา, น้ำตาไหลและหากลุกลามมากขึ้นมายังส่วนกระจกตาดำก็จะก่อให้เกิดโรคต้อเนื้อ

          กลุ่มโรคนี้มักพบมากในผู้ที่ทำงานกลางแดดและไม่ได้ป้องกันรังสียูวีจากแสงแดด, ฝุ่นละอองหรือควัน เป็นเวลานาน จึงก่อให้เกิดการสร้างโปรตีนและไขมันมากกว่าปกติ ดังนั้นเราจึงควรปกป้องดวงตาโดยการหลีกเลี่ยงไม่ให้ดวงตาระคายเคือง โดยการใส่แว่นเคลือบสารป้องกันรังสียูวี หรือแว่นกันแดด, หลีกเลี่ยงการมองแสงแดดจัด และการทานผักผลไม้หรืออาหารเสริมที่มีลูทีนและซีแซนทินสูงเพื่อบำรุงสุขภาพดวงตา แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มโรคนี้สามารถรักษาให้หายได้โดยการหยอดยาบรรเทาอาการอักเสบหรือกรณีที่เป็นมากอาจรักษาโดยการลอกต้อได้

          ต้อหิน (glaucoma) เป็นโรคที่เกิดจากความดันในลูกตาเพิ่มขึ้น จนไปกดทับเส้นประสาท เป็นหนึ่งในโรคที่ก่อให้เกิดอันตรายถึงขึ้นตาบอดโดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี โดยทั่วไปแล้วโรคต้อหินจะไม่แสดงสัญญาณของอาการ แต่จะรู้สึกว่ามองเห็นได้น้อยลงหรือเห็นไม่ชัดเจนเมื่ออาการลุกลามไปมากแล้ว

          การตรวจสุขภาพดวงตาโดยเฉพาะความดันตาเป็นประจำทุกปี ในผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปีจะช่วยลดความอันตรายของโรคต้อหินได้ เพราะโรคต้อหินเป็นโรคที่สามารถส่งผ่านทางพันธุกรรมในครอบครัวได้ งานวิจัยในสหรัฐอเมริกาพบว่าการทานผักผลไม้ที่มีวิตามินเอ, วิตามินซีและแคโรทีนอยด์ เช่น ลูทีนและซีแซนทินอาจมีส่วนลดการเกิดโรคต้อหินได้

4. ดวงตาล้าจากการใช้สายตามากเกินไป

          การใช้สายตามองจออิเล็กทรอนิกส์เป็นเวลานานๆ ในที่ที่แสงไม่เพียงพอ หรือการขับรถกลางแดดจ้าเป็นเวลานานๆ ทำให้ดวงตาเราเพ่งโฟกัสนานเกินไปจนดวงตาล้าได้ และก่อให้เกิดอาการตาแดง, ตาแห้ง, มองภาพไม่ชัด, ไวต่อแสง, รู้สึกหนักตา และอาจลามไปถึงปวดคอหรือไหล่ได้ แต่ถึงแม้จะไม่จัดว่าเป็นโรคทางสายตา แต่ก็เป็นอาการอาจเป็นอันตรายต่อดวงตาหากไม่รีบพักและบำรุงสุขภาพของดวงตา

          เพราะรังสียูวีจากแสงแดดและคลื่นพลังงานสูงจากแสงสีฟ้าเป็นปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดอาการตาล้า ดังนั้นเมื่อเราใช้สายตานานๆเพราะควรพักสายตามองสิ่งอื่นหรือหลับตาสัก 1 นาที หรือหยอดน้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่นชื้นให้ดวงตา แต่หากจำเป็นต้องสายตาจริงๆ ก็ควรปรับแสงของหน้าจอให้เหมาะสม ไม่จ้ามากเกินไป หรือใส่แว่นกันแดดระหว่างการขับรถเพื่อลดความเกร็งตัวของดวงตา

          การทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตาเป็นอีกตัวช่วยสำคัญสำหรับการบำรุงสุขภาพดวงตาในวันที่ต้องใช้สายตามากๆได้;

  • ลูทีน/ซีแซนทิน เป็นสารอาหารที่พบในแมคคูลาของกระจกตา ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการกรองแสงสีฟ้าและรังสียูวีที่ผ่านเข้าสู่สายตา ผู้ที่ขาดสารกลุ่มนี้จะมีผลให้มองเห็นภาพไม่ชัดเจน และก่อให้เกิดโรคทางตาๆต่างได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้บางรายงานยังพบว่าลูทีนช่วยให้เรามองเห็นภาพในที่มืดได้ดีขึ้น
  • Vitamin A เป็นหนึ่งส่วนประกอบของ โปรตีน Rhodopsin ในดวงตา ทำให้เรามองเห็นภาพชัดเจนขึ้นในที่แสงน้อย
  • Vitamin E เป็นวิตามินกลุ่มไขมันที่มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระในเซลล์ไขมันของดวงตา
  • Vitamin C เป็นอีกหนึ่งสารต้านอนุมูลอิสระ และยังเป็นหนึ่งในสารตั้งต้นในการสร้างคอลลาเจนในโครงสร้างดวงตา (กระจกตาและตาขาว)

          ลูทีนนับเป็นสารสำคัญจากธรรมชาติที่มีส่วนสำคัญต่อการทำงานของดวงตา เมื่ออายุเรามากขึ้น เนื้อเยื่อและองค์ประกอบต่างๆของดวงตาก็จะค่อยๆเสื่อมสภาพไปตามธรรมชาติ การบำรุงและทะนุถนอมสุขภาพดวงตาจึงเป็นสิ่งที่ป้องกันและชะลอการเสื่อมสภาพของสุขภาพตาได้อย่างดี โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ไลฟ์สไตล์และกิจวัตรการทำงานของเราเปลี่ยนไป มีการใช้สายตาหนักและยาวนานขึ้น ยิ่งทำให้เราต้องใส่ใจสุขภาพดวงตา

          แน่นอนว่าการทานผักผลไม้หรืออาหารเสริมที่อุดมด้วยลูทีนและซีแซนทินจะช่วยบำรุงสุขภาพดวงตา แต่เราต้องอย่าละเลยรับประทานอาหารที่หลากหลายครบ 5 หมู่ เพราะนั่นก็สำคัญต่อสุขภาพดวงตาเช่นกัน โดยเฉพาะอาหารที่อุดมด้วย วิตามิน เอ, วิตามิน อี, วิตามิน ซี, กรดไขมันโอเมก้า-3, โอเมก้า-6 และ สังกะสี ซึ่งเป็นเหมือนอาหารของดวงตาที่ช่วยให้ดวงตาทำงานได้ดีขึ้น

          การดูแลสุขภาพสายตาจากการกระทำเช่น การพักสายตาระหว่างการทำงาน, การใส่แว่นตากันแดดเพื่อป้องกันรังสียูวี, การใส่อุปกรณ์ป้องกันสายตาเมื่อทำงานเสี่ยง เช่น งานเชื่อมโลหะหรืองานที่ต้องใช้สารเคมีระเหยง่าย จะเป็นการถนอมดวงตาได้ดียิ่งขึ้น แม้โรคทางสายตาบางโรคจะเป็นโรคที่สามารถส่งต่อได้ทางยีนหรือทางพันธุกรรม ดังนั้นการระวังปัจจัยเสี่ยงจึงเป็นการชะลอการเป็นโรคทางสายตาก่อนวัยได้

          และสุดท้ายนี้ อย่าลืมหมั่นตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำหากคุณอายุเกิน 40 ปี และอย่าละเลยสัญญาณฟ้องของดวงตา เช่น ตาแดง, ตาแห้ง, ปวดตา, เห็นภาพเบลอ หรือเป็นเงา เพราะนั่นอาจเป็นการเตือนของร่างกาย ให้รีบพักสายตาและหากไม่ดีขึ้นก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อรับคำปรึกษาอย่างถูกต้องและอย่าลืมว่าดวงตาของเรามีเพียงคู่เดียว รักษาไว้ให้ดีที่สุดนะคะ

อ้างอิง
Buscemi, S., Corleo, D., Di Pace, F., Petroni, M., Satriano, A., & Marchesini, G. (2018). The Effect of Lutein on Eye and Extra-Eye Health. Nutrients, 10(9), 1321.
Chiu, H., Shen, Y., Venkatakrishnan, K., & Wang, C. (2019). Food for Eye Health: Carotenoids and Omega-3 Fatty Acids. Encyclopedia Of Food Chemistry, 313-322.
Giaconi, J., Yu, F., Stone, K., Pedula, K., Ensrud, K., & Cauley, J. et al. (2012). The Association of Consumption of Fruits/Vegetables With Decreased Risk of Glaucoma Among Older African-American Women in the Study of Osteoporotic Fractures. American Journal Of Ophthalmology, 154(4), 635-644.
Hankinson, S. (1994). All That Glitters Is Not Beta Carotene. JAMA: The Journal Of The American Medical Association, 272(18), 1455.
Lutein + Zeaxanthin and Omega-3 Fatty Acids for Age-Related Macular Degeneration. (2013). JAMA, 309(19), 2005.

Maci, S. (2010). The Role of Lutein in Eye Health. European Ophthalmic Review, 04(01), 74.
Nutrition and Cataracts. (2020). Retrieved 20 May 2020, from https://www.aoa.org/patients-and-public/caring-for-your-vision/nutrition/nutrition-and-cataracts
Panova, I., Yakovleva, M., Tatikolov, A., Kononikhin, A., Feldman, T., & Poltavtseva, R. et al. (2017). Lutein and its oxidized forms in eye structures throughout prenatal human development. Experimental Eye Research, 160, 31-37.
Richer, S., Stiles, W., Statkute, L., Pulido, J., Frankowski, J., & Rudy, D. et al. (2004). Double-masked, placebo-controlled, randomized trial of lutein and antioxidant supplementation in the intervention of atrophic age-related macular degeneration: the Veterans LAST study (Lutein Antioxidant Supplementation Trial). Optometry – Journal Of The American Optometric Association, 75(4), 216-229. doi: 10.1016/s1529-1839(04)70049-4
Vu, H., Robman, L., Hodge, A., McCarty, C., & Taylor, H. (2006). Lutein and Zeaxanthin and the Risk of Cataract: The Melbourne Visual Impairment Project. Investigative Opthalmology & Visual Science, 47(9), 3783.